Saturday, 7 December 2013

ตำนานจักรพรรดิเหลือง







เนื้อเรื่องเริ่มต้นที่ห้าพันปีก่อน

ณ. ที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำเซียงกังที่แห่งนั้นเป็นสถานที่พักอาศัยของหลายชนเผ่ามากตระกูล จักรพรรดิเหลืองหรืออึ๊งตี้ก็เป็นหนึ่งในผู้นำชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้เช่นเดียวกัน แต่เดิมต้นตระกูลของจักพรรดิเหลืองอาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน และได้มีการอบยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่แถบฮ้อปัก (เหอเป่ย) หรืออยู่ตอนบนของแม่น้ำเหลืองนั่นเอง ตระกูลของจักรพรรดิเหลืองมีความเชี่ยวชาญเรื่องการปศุสัตว์ การเกษตรที่ยอดเยี่ยมเป้นทุนเดิมที่จะทำให้เผ่าของตนกินดีอยู่สบาย

จากตำนานพบว่าหนึ่งในสามกษัตริย์อันได้แก่ จักรพรรดิแดงเอี๋ยมตี้ ก็มีสายโลหิตเดียวกันกับจักรพรรดิเหลือง แต่ทั้งสองต่างปกครองคนละชนเผ่า ดังนั้นจึงมีการถ่ายเทอำนาจจากเผ่าหนึ่งไปยังอีกเผ่าหนึ่งตามความแข็งแกร่งของเผ่าในด้านต่างๆ

ชนเผ่าที่ได้รับการปกครองโดยเจ้าแห่งมนษย์ซึ้งล้งล้วนแต่มีความสุขเนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่สันทัดในเรื่องของการเกษตรกรรม การค้าขาย และพัฒนาปฏิทินจีนที่เรียกว่า โจ๊ยขี่ เพื่อใช้ในการทราบฤดูกาลดินฟ้าอากาศนับเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวง



แต่ความสงบมักอยู่ได้ไม่นานโดยเฉพาะสังคมแบบชนเผ่าเนื่องจากในขณะนั้น ชนเผ่ากิ่วหลี่มีผู้นำชนเผ่าที่เรียกกันว่าเทพอสูรชีอิ๋วได้มีกำลังกล้าแข็งและเริ่มโจมตีชนเผ่าต่างๆที่อยู่โดยรอบ ตามตำนานกล่าวไว้ว่าชีอิ๋วมีพี่น้องถึง 81 คน ทุกคนล้วนมีศีรษะเป็นโลหะหน้าผากเป็นเหล็กกล้า มีร่างกายเป็นสัตว์ป่า (ถ้าวิเคราะห์น่าจะกล่าวถึงวิวัฒนาการที่ล้ำยุคสามารถถลุงเหล็กและโลหะมาทำหมวกเกราะ รวมถึงการใส่ผ้าขนสัตว์อย่าหมีหรือเสือเพื่อให้ความอบอุ่นร่างกาย) และชนเผ่านี้ยังสามารถจัดทำอวุธประเภทต่างๆได้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ขวาน ดาบ ง้าว ธนูและลูกศร

ทำให้กองทัพของชีอิ๋วมีกำลังกล้าแข็งมาก จนถึงวันหนึ่งชีอิ๋วได้รุกเข้าสู่ดินแดนของเอี๋ยมตี้ เมื่อเอี๋ยมตี้ทราบข่าวจึงจัดคนออกไปรับศึกผลของการต่อสู้ ฝ่ายเอี๋ยมตี๋ได้พ่ายแพ้ จึงรีบส่งข่าวขอความช่วยเหลือจากจักพรรดิเหลือง




จักรพรรดิเหลืองและเอี๋ยมตี้รับมือชีอิ๋วด้วยความยากลำบากเนื่องจากทุกครั้งที่ชีอิ๋วยกทัพมาอากาศจะเต็มไปด้วยหมอกหนาไม่สามารถเห็นสภาพได้อย่างชัดเจน ทั้งสองจึงพ่ายแพ้ให้กับชีอิ๋วหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งมีอยู่คืนหนึ่งอึ๊งตี้ได้รับมอบราศีบนทั้งสิบจากเทพดา ทำให้สามารถจัดทำเข็มทิศ และสร้างรถศึกที่มีเข็มทิศหันไปทางทิศใต้ได้เป็นผลสำเร็จ การต่อสู้กับระหว่างอึ๊งตี้กับชีอิ๋วจึงเป็นอันสิ้นสุดที่ต๊กเต็ก (ปักกิ่งในปัจจุบัน)


จักรพรรดิเหลืองจึงเป็นที่ยอมรับของชนเผ่าทั้งหลาย ดั่งคำพังเพยที่ว่า "เสือสองตัวไม่สามารถอยู่ถ้ำเดียวกันได้" เมื่ออึ๊งตี้และเอี๋ยมตี้มีบารมีเท่าเทียมกัน ทั้งสองจึงได้ประจันหน้าเข้ารบกัน ณ. ที่ราบปั้งจั๊วะ และอึ๊งตี้ได้รับชัยชนะในที่สุด จากการศึกครั้งนั้นจักรพรรดิเหลืองจึงถูกยกให้เป็นผู้นำชนเผ่าสูงสุดเป็นผู้ปกครองจีนคนแรกของประเทศในโลกยุคโบราณ

จากตำนานได้บันทึกความรุ่งเรืองในยุคของจักรพรรดิเหลือง ว่าได้มีการค้นพบและปรับปรุงสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น บ้านที่อยู่อาศัย ท้องพระโรงว่าราชการ เกวียน เรือ มงกุฏ(รัดเกล้า) มีปรับปรุงปฏิทินจีนยุคต้น การคำนวนต่างๆทางคณิตศาสตร์โบราณ ค้นพบเสียงโน้ตดนตรี และจัดสร้าง
กู่เจิ้งเครื่องดนตรีที่มีมาจนถึงในปัจจุบัน
ที่สำคัญมากคือสิ่งทอเพราะได้เกิดการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมขึ้นในยุคนี้ แม้กระทั่งภาษาอักษรก็ได้มีการคิดค้นเช่นเดียวกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานข้ามกาลเวลามีแต่เพียงคำบอกเล่าเท่านั้น

เมื่อความเจริญเกิดขึ้นถึงขีดสุดและการปกครองเป้นปึกแผ่นมากพอ อึ๊งตี้จึงได้รับสมญานามว่า "โอรสสวรรค์ หรือเทียงแต้" และได้ระบุว่าพระองค์สืบเชื่อสายมาจากหนึ่งในสามกษัตริย์ ได้แก่ องค์ซิ้งล้ง ซึ่งเป็นเทพแห่งมนุษย์ผู้นำความอุดมสมบูรณ์และอยู่ดีมีสุขให้ประชาชน

และพระนามของจักรพรรดิเหลืองก็ได้ถูกหยิบยกมาไว้ในตำราต่างๆมากมายอาทิเช่น



อึ๊งตี้อิมฮู้เกง 黄帝陰符經
อึ๊งตี้กิ่วเตี้ยซิ้งตังเกงเก็ก黄帝九鼎神丹經訣
อึ๊งตี้เล็งซิ่วเก็ง 黄帝龍首經
อึ๊งตี้กิมขุยเง็กหวงเกง 黄帝金匱玉衡經
อึ๊งตี้แทะเก็ง 黄帝宅經
อึ๊งตี้ซิ่วซาแต้เฮี่ยงหนึงเกง黄帝授三子玄女經
อึ๊งตี้ไต่อิกโป๊ยมึ๊งนั้งเซ็กเก็ก黄帝太乙八門入式訣
อึ๊งตี้ไต่อิกโป๊ยมึ๊งนั้งเซ็กปี๋เก็ก 黄帝太一八門入式秘訣
อึ๊งตี้ไท้เจ็กโป๊ยมึ๊งเนี๊ยะซุ๋งแชซี้เก็ก 黄帝太一八門逆順生死訣

**สงวนลิขสิทธิ์**

Thursday, 5 December 2013

“ไทม์แมชชีน” ประวัติการทำปฏิทินจีนอย่างย่อ

ตอน ไทม์แมชชีน

ไทม์แมชชีน หรือเครื่องข้ามกาลเวลาคุณคงเคยได้เห็นหรือได้อ่านผ่านตาบ้างโดยเฉพาะในนิยายอย่าง เจาะเวลาหาจิ๋นซีของจีน หรือทวิภพของไทย ความตรึงตราที่ได้ข้ามไปสู่อดีตอันไกลโพ้นและได้มีส่วนร่วมแก้ไขประวัติศาสตร์ช่างสนุกและเร้าใจ สำหรับบางท่านเครื่องข้ามกาลเวลาเป็นแค่สิ่งเพ้อฝัน แต่ในความจริงเรามีเครื่องข้ามกาลเวลาใช้กันอยู่ทุกวันนะครับ สิ่งนั้นคือ ปฏิทิน นี่เอง
แม้ว่าปฏิทินจะไม่สามารถพาเราเหาะเหินข้ามกาลเวลาไปสู่อดีตได้หรือไปเห็นอนาคตได้อย่างที่ในภาพยนตร์หรือนิยาย แต่ปฏิทินก็จะช่วยให้คุณจดจำภาพในอดีตผ่านตัวเลขวันเดือนปีได้อย่างชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญบางท่านสามารถมองเห็นอนาคตจากตัวเลขเหล่านี้ด้วยโหราศาสตร์ ประเทศที่มีความเก่าแก่อย่างประเทศจีน ปฏิทินแทบจะเป็นหัวใจของอารยธรรมที่มีความสำคัญมากตั้งแต่สูงสุดอย่างองค์จักรพรรดิจนไประดับประชาชนคนสามัญ
ปฏิทินมีความเป็นมาอย่างไรผมจะนำท่านเยี่ยมชมเรื่องราวกันนะครับ นักประวัติศาสตร์พบว่าปฏิทินชุดแรกๆถูกสร้างมามากว่าหนึ่งหมื่นสองพันเจ็ดร้อยปีก่อนและยังได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สมัยนั้นยังเป็นยุคหินใหม่ยังใช้ขวานหินและเครื่องกระเบื้องในการดำรงชีพกันอยู่แต่มีปฏิทินใช้กันแล้วครับ ที่น่าสนใจก็คือยุคหินใหม่ยาวนานคอบคลุมถึงยุห้าจักรพรรดิโบราณผู้มีคุณูปการของจีน




 ปฏิทินได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆจนดูมีมาตรฐานให้นักประวัติศาสตร์สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง (商朝) ราชวงศ์นี้ปกครองประเทศจีนเมื่อ 4000 ปีที่แล้ว มีเทวะตำนานเรื่อง ห้องสินเกี่ยวพันกันอยู่เป็นยุคที่เทพและมนุษย์ยังอยู่ใกล้ชิดกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสวรรค์กับมนุษย์เชื่อมกันด้วยความเป็นไปของดินฟ้าอากาศ ปฏิทินจึงเป็นเครื่องมือที่คนโบราณอ่านเรื่องราวที่สวรรค์แจ้งแก่ตน 

จากหลักฐานพบว่าในยุคช่วงราชวงศ์ซางได้ปรับปรุงปฏิทินโดยเน้นการจดบันทึกความเป็นไปของพระจันทร์เช่นการเคลื่อนไหวแบบข้างขึ้นข้างแรมเพื่อกำหนดเดือน และยังกำหนดให้หนึ่งปีมี 365 วัน เราจึงเรียกปฏิทินแบบนี้ว่า ปฏิทินแบบ จันทรคติ ในหนึ่งเดือนจะมีวันประมาณ 29 หรือ 30 วัน แปดร้อยปีต่อมาสู่ยุคเจียงก๊ก () จึงเริ่มมีการใช้ 24 ฤดูกาล (二十四節氣) เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเป็นรากฐานของปฏิทินทางโหราศาสตร์จีน

ฤดูกาลแค่สามฤดูแบบไทยหรือสี่ฤดูอย่างสากลปรกติไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น ด้วยความละเอียดของคนจีนที่ต้องการการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงต้องการทราบอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละเดือนเพื่อกำหนดการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีของธรรมชาติ

คนในยุคนั้นจะแบ่งท้องฟ้าออกเป็นออกเป็น 24 ส่วนเรียกทับศัพท์ว่า โจ๊ยขี่ (節氣) แนวคิดของ 24 ฤดูกาลโดยกำหนดให้พระอาทิตย์มีการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วคงที่ ในแต่ละฤดูจะมีวันเท่าๆกันวิธีการนี้เรียกว่า เพ๊งขี่ (平氣) วิธีการดังกล่าวและได้ใช้เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์เหม็ง (大明) ซึ่งตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาของประเทศไทย นับว่าเป็นการเว้นวรรคพัฒนาการของปฏิทินที่ค่อนข้างยาวนานเพราะผ่านราชวงศ์ของจีนมาเป็นจำนวนมาก
ปรากฏว่าวิธีการจัดวันให้เท่าๆกันแบบ เพ๊งขี่ (平氣) ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของดวงอาทิตย์ ทำให้รู้ว่าการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ไม่คงที่ นักปราชญ์ทั้งหลายจึงเปลี่ยนไปใช้เส้นสุริยวิถี(เส้นที่พระอาทิตย์เดินบนฟ้าโดยสังเกตจากพื้นโลก) และทำการแบ่งออกเป็น 24 ส่วนเท่าๆกันได้ส่วนละ 15 องศาเมื่อเรานำ 24 ส่วนคูณด้วย 15 องศาเราจะพบว่าได้ทั้ง 360 องศาพอดี  การคำนวณดังกล่าวทำให้เกิดปฏิทินแบบ เตงขี่ (定氣) กว่าจะมีการเปลี่ยนมาใช้ปฏิทินแบบนี้ก็ต้องรอจนเข้าสู่ราชวงศ์เช็ง(大清) ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา ปฏิทินชุดนี้มีตรงกับความเป็นจริงมากกว่าเดิม

ในยุคที่ยังใช้ เพ๊งขี่ (平气) อยู่นั้นเดือนแบบจันทรคติจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ราวๆ 29 วันเกินครึ่งนิดๆ จึงมีปัญหาหาเรื่องการขึ้นเดือนใหม่อยู่เสมอๆ ครั้นจะใช้หนึ่งเดือนมี 29 วันครึ่งเมื่อคำนวณแล้วหนึ่งปีจะมีวันเพียง 354 วันเท่านั้น เพื่อทำให้ในแต่ละเดือนตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดจึงเกิดการเพิ่มเดือนขึ้นเพื่อให้ปฏิทินสอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของพระจันทร์นั่นเอง แก้ไขที่เป็นระยะเวลานานสองเดือนจะถูกเพิ่มลงในปฏิทินที่จะนำมาจุดเริ่มต้นของเดือนกลับไปที่ดวงจันทร์ใหม่ แนวความคิดที่ก้าวกระโดดนี้ทำให้ในแต่ละเดือนจะตรงกับลำดับข้างขึ้นข้างแรมได้อย่างสมบูรณ์ เดือนพิเศษที่ถูกเพิ่มขึ้นมานี้ในไทยเราเรียกว่า อธิกวาร โดยมีเป้าหมายหลักให้ ศรีษมายัน 夏至 เหมายัน 冬至 และ วิษุวัต () สอดคล้องกับฤดูกาลให้มากที่สุด
สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (พ.. 563- 763) มีนักปราชญ์ที่เก่งเรื่องดาราศาสตร์ได้ข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของดวงจันทร์บนท้องฟ้า กับลักษณะที่ในอดีตกำหนดไว้ไม่สอดคล้องกัน แต่บางท่านก็ยังเลือกที่จะใช้เขาก็ยังคงใช้วิธีการ เพ๊งขี่ (平气) ต่อไป

ถ้าหากคุณถามว่าการเรียนรู้ 24 ฤดูกาลมีประโยชน์อย่างไรกับเราในยุคหลายร้อยปีให้หลัง คำตอบมีมากเลยครับเพราะสามารถทำให้เรากะสภาพดินฟ้าอากาศที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย รายละเอียดมีดังนี้นะครับ

1 ลิบชุน มักอยู่ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มผลิใบ
2 อู๋จุ้ย  มักอยู่ในช่วงกลางค่อนปลายเดือนกุมภาพันธ์ช่วงนี้จะมีฝนหลงฤดู
3 เก๋งเต็ก แมลงออกจากการจำศีล เพราะฉะนั้นเกษตรกรหรือคนที่รักสวนดอกไม้ควรเริ่มหาวิธีป้องกัน
4 ชุนฮุน  วันนี้กลางวันและกลางคืนจะยาวนานเท่ากัน
5 เช็งเม้ง มักเกิดพายุฟ้าคะนองแต่ไม่มีฝนแม้มีก็จะน้อย
6 ก๊อกฮู๊ ฝนต้นฤดูกำลังมาเริ่มต้นการเพาะปลูกข้าวนาปี
นาปี คือนาข้าวที่ทำในระหว่างเดือนเมษายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นฤดูการทำนาปรกติ พันธุ์ข้าวนาปีจะออกดอกตามวันและเดือนที่ค่อนข้างตายตัว ไม่ว่าจะตกกล้าในเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม หรือสิงหาคม เมื่อถึงวันที่จะออกดอกก็ออกพร้อมกันหมด เนื่องจากช่วงของแสงต่อวันบังคับ ตามปรกติจะแบ่งวันหนึ่งออกเป็น กลางวัน ๑๒ ชั่วโมง  กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง แต่เนื่องจากการหมุนรอบตัวเองของโลก จึงทำให้แต่ละส่วนของ โลกได้รับแสงอาทิตย์ในแต่ละวันไม่เท่ากัน  ทำให้เมื่อช่วงของวันยาวขึ้นข้าวก็จะเจริญเติบโตทางลำต้น ไม่ออกรวง หรือถ้าออกรวงได้ก็ไม่พร้อมกันในต้นเดียว บางรวงก็แก่โน้มลง บางรวงก็เพิ่งตั้งท้อง 
7 ลิบแฮ่ อากาศจะอบอ้าวเพิ่มขึ้นตามลำดับ
8 เสียวมั๊ว พืชพันธ์เจริญเติบโต
9 มั่งเจ๋ง  พืชพันธ์เหมาะกับการเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง หรือพืชผลทางการเกษตรเพราะหลังจากนี้อากาศจะอบอ้าวมากขึ้นมีฝนตกบ่อยขึ้น *ข้าวนาปรังคือข้าวนอกฤดูการทำนาของไทยเป็นข้าวที่ไม่ไวต่อแสง สามารถปลูกเมื่อไหร่ก็ได้*  
10 เฮ่จี่ ศรีษมายัน กลางวันจะยาวนานที่สุด
11 เสี่ยวซู๊ อากาศอบอ้าวมากขึ้น
12 ไต้ซู๊ อากาศอบอ้าวมากที่สุดมาก
13 ลิบชิว ฝนกำลังจะมา
14 ซู๊ซู๊ อากาศอบอ้าวลดลง
15 แป๊ะโล่ว เริ่มปรากฏน้ำค้างและความชื้นในอากาศสูงขึ้น
16 ซิวฮุน วันนี้กลางวันและกลางคืนจะยาวนานเท่ากัน หลังจากนี้กลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน
เมื่อวันเริ่มสั้นลง คนที่ทำข้าวนาปี เช่น ปักดำในเดือนตุลาคม ต้นข้าวจะเตี้ย แตกกอน้อย รวงเล็ก เพราะยังไม่ทันเจริญทางลำต้นก็ต้องมาเจริญทางพันธุ์ นั่นคือ วันสั้นยาวมีผลต่อการออกรวงของข้าว 
17 ฮั่งโล่ว อุณหภูมิของน้ำค้างและความชื้นในอากาศลดต่ำลงเกิดฝนตกชุกไปทั่ว
18 ซึงกั่ง อากาศเย็นเริ่มปรากฏล่องรอยให้สามารถสัมผัสได้
19 ลิบตัง เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว
20 เสียวเซาะ ลมเย็นเพิ่มมากขึ้น
21 ไต้เซาะ ลมเย็นปรากฏมากที่สุด
22 ตังจี่ เหมายัน กลางคืนจะยาวนานที่สุด
23 เสียวฮั๊ง อากาศหนาวเข้าครอบคลุม
24 ไต้ฮั๊ง อากาศหนาวมากที่สุด


เมื่อคุณผู้อ่านลองอ่านดูแล้วคงรู้สึกว่าเหมาะว่าเหมาะกับชีวิตเกษตรกรมากกว่าใช่หรือไม่ครับ แต่ความจริงแล้วถ้าคุณปรับใช้ให้ดีจะทำให้คุณได้เปรียบในการดำเนินชีวิตอยู่มากยกตัวอย่าง เช่น คุณทราบแล้วว่าฝนจะตกช่วงนี้คุณก็ควรพกร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัววางแผนไปพบลูกค้าก็อย่าให้ไกลเกินไปเพราะการจราจรอาจมีปัญหาเมื่อฝนตกลงมาจริงๆ  ส่วนเมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศเย็นการเตรียมสุขภาพให้ดีย่อมป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ จริงอยู่ที่ประเทศไทยหน้าหนาวแทบจะไม่รู้สึก แต่อวัยวะภายในของคุณนั้นยังทำหน้าที่ของเขาอย่างอัตโนมัติ เพราะ DNA ของบรรพบุรุษยังวนเวียนอยู่ในร่างกายของคนเราทุกคน หากคุณผู้อ่านคุณมีข้อสงสัยอยากสอบถามเกี่ยวกับบทความศาสตร์จีนที่ผ่านมา สามารถฝากคำถามได้ที่ www.facebook/heavensign นะครับ

ขณะนี้ผมได้เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับ "ทิศทางที่ปรากฏปราณขโมยลาภ" โดยพิจารณาจากราศีล่างหรือที่เรารู้จักกันในนาม 12 นักษัตรครับสามารถติตามได้จาก หัวข้อ ระวังปราณขโมยลาภ ได้เลยนะครับ

**สงวนลิขสิทธิ์**

Wednesday, 4 December 2013

นำเรื่อง

แม่น้ำเหลือง
เริ่มต้นที่

จากการสืบค้น อารยธรรมจีนเกิดบริเวณที่ราบลุ่มบนแม่น้ำสองสายได้แก่ แม่น้ำอึ๊งฮอ (แม่น้ำเหลืองหรือฮวงเหอ) และแม่น้ำเชียงกัง (แม่น้ำแยงซี) ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ยุคหินใหม่เป็นต้นมา





แม่น้ำเซียงกัง

สำหรับแม่น้ำสองสายนี้ ถือกันว่าแม่น้ำเหลืองได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นทางของอารยธรรมจีนมากที่สุด ตามหลักสากลจากการขุดค้นพบซากฟอสซิล "ได้มีการขุดพบซากฟอสซิลของมนุษย์ ที่มีอายุมากกว่า 3 ล้านปี ในทวีปแอฟริกาในตอนนั้นจึงได้สรุปว่าแอฟริการเป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์"




แต่เมื่อไม่นานมานี้ ที่อำเภอบู๊ซัว(อูซาน) มณฑลต๋งเข่ง(ฉงชิ่ง) ก็ได้มีการขุดพบซากฟอสซิลโบราณของ มนุษย์บู๊ซัว(อูซาน) ซึ่งมีอายุมากกว่า 2 ล้านปี จากการขุดพบในครั้งนี้นักโบราณคดีจึงเสนอว่าพื้นที่ในแถบเอเชียก็เป็นแหล่งต้นกำเนิดของมนุษย์เช่นกันและนักโบราณคดีได้ให้การยอมรับว่าอารยธรรมจีนเป็นหนึ่งในอารยะธรรมเก่าแก่มากของโลก รวมถึงได้มีหลักฐานการทำปฏิทินตั้งแต่ในสมัยโบราณ

ด้านภาษาในทุกวันนี้ภาษาจีน ในด้านการพูดมีถึง 8 สำเนียงภาษาด้วยกันโดยแบ่งออกเป้นตามท้องถิ่นได้แก่ จีนหนือ เจียงซู เจ๋อเจียง หูหนาน เจียงซี ฟุเจี้ยนเหนือ ฟุเจี้ยนใต้ และกว่างตง (ออกเสียงภาษาจีนกลางครับตรงส่วนนี้) โดยกำหนดให้สำเนียงราชการคือสำเนียง "ทงฮว่า" หรือ "กัวแหว่"(แต้จิ๋ว) ซึ่งเรื่องราวของภาษานั้นถ้าไม่พูดถึงคุณูปการของจักรพรรดิจิ๋นซีก็คงไม่ได้

จักรพรรดิจิ๋นซี เป็นปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์จิ๋น หลังจากได้รวบรวมรัฐทั้ง 7 ในยุคเจียงก๊ก (จ้านกว๋อ)ให้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนกลายเป็นประเทศจีนได้แล้ว พระองค์ก็ได้มีพระราชโองการออกคำสั่งให้ทุกเมืองใช้ตัวอักษรอย่างเดียวกัน ทำให้ถึงแม้จะต่างเมืองต่างภาษาต่างสำเนียง แต่เมื่อเขียนออกมาก็สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้องตรงกันลดปัญหาเรื่องการสื่อสารผิดพลาดลงได้มาก

แต่ก่อนที่เราจะกล่าวถึงราชวงศ์จิ๋นเราคงต้องดูลำดับราชวงศ์กันไปตามช่วงเวลา สำหรับในยุคปัจจุบันได้ใช้หลักฐานและบันทึกต่างๆ เพื่อหาข้อมูลในอดีตและเท่าที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเช่น บันทึกผืนไม้ไผ่ (เต็กแจกี๋นี้) ซึ่งเชื่อกันว่าถูกบันทึกที่แคว้นวุยโดย วุยเซียงอ๋วง เมื่อประมาณ 2200 ปีที่แล้ว  และบันทึกมหาประวัติศาสตร์ โดยว ซีแบ้เชง แห่งราชวงศ์ฮั่ง จากบันทึกพบว่าราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในยุคโบราณหลักฐานสมควรนับเริ่มต้นที่

ราชวงศ์แห่ โดยปกครองประเทศจีนเมื่อ 4000-3700 ปีก่อน (c. 2070 BCE–c. 1600 BCE)

แต่ก่อนหน้าราชวงศ์แห่ก็ได้มีการปกครองโดยจักรพรรดิและกษัตริย์เช่นเดียวกัน แต่อยู่ในรูปแบบของชนเผ่ามากกว่าที่จะเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชอย่างในช่วงหลัง

ซึ่งมีเนื้อหาอยู่ในรูปของเทวตำนานมากกว่าที่จะเป็นเนื้อหาทางประวัติศาสตร์โดยตรง เป็นรอยต่อระหว่างยุคหินใหม่กับยุคโบราณเราเรียกยุคนี้ว่า ยุคสามกษัตริย์ห้าจักรพรรดิ นับช่วงเวลาราว 5000 ปีก่อน (c. 2852 BCE–c. 2070 BCE) เป็นยุคต่อจากตำนานเพ็งโก้วสร้างโลก

สามกษัตริย์ได้แก่
1. เจ้าสวรรค์ฮกฮี
2. พระแม่ธรณีหนึ่งออ
3. เจ้าแห่งมนุษย์ซิ้งล้ง


ห้าจักรพรรดิได้แก่ จักรพรรดิอึ๊งตี้ จักรพรรดิเจงเหียก จักรพรรดิขก จักรพรรดิเงี๋ยว จักรพรรดิซุ๋ง
(ข้อมูลจากบันทึกมหาประวัติศาสตร์ โดย ซีแบ้เชง ราชวงศ์ฮั่ง)

ต่อจากยุค ห้าจักรพรรดิ ก็จะสามารถไล่ลำดับราชวงศ์คร่าวๆได้ดังต่อไปนี้
ราชวงศ์แห่ (ราชวงศ์เซี่ย)

ราชวงศ์เซียง (ราชวงศ์ซัง) เป็นราชวงศ์ที่เริ่มใช้แซ่ และมีการทำพิธีคาราวะบรรพบุรุษเป็นครั้งแรกรวมถึงปรากฏ 10 ราศีบนเป็นครั้งแรก

ราชวงศ์จิว (ราชวงศ์โจว)

ชุงชิว (ชุนชิว)

เจียงก๊ก (จ้านกว๋อ)

ราชวงศ์จิ๋น (ราชวงศ์ฉิน)
แผนที่อาณาเขตในสมัยราชวงศ์ฮั่ง
ราชวงศ์ฮั่ง (ราชวงศ์ฮั่น)

สามก๊ก
ราชวงศ์จิง (ราชวงศ์จิ้น)
ราชวงศ์เหนือ ราชวงศ์ใต้
ราชวงศ์ซุย (ราชวงศ์สุย)
ราชวงศ์ทั้ง (ราชวงศ์ถัง)
ห้าราชวงศ์ สิบอาณาจักร
ราชวงศ์ซ้อง (ราชวงศ์ซ่ง)
ราชวงศ์ง้วน (ราชวงศ์หยวน)
ราชวงศ์เหม็ง (ราชวงศ์หมิง)
ราชวงศ์เช็ง (ราชวงศ์ชิง)

เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ ตามลำดับ